แสดงรหัสผ่าน
ufabet
บาคาร่า
บาคาร่า
joker

หน้าหลัก ข่าวสาร

โรคที่มาพร้อมกับฤดูฝน

54 views

โรคที่มาพร้อมกับฤดูฝน

โรคที่มาพร้อมกับฤดูฝน เข้าสู่ฤดูฝนก็เป็นอีกหนึ่งฤดูที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่มาพร้อมกับสภาพอากาศและความชื้นที่เปลี่ยนไป นำมาซึ่งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิดที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งทุกคนควรระมัดระวังและดูแลสุขภาพของตัวเองให้ห่างจากโรคดังกล่าว สำหรับโรคที่มักมากับหน้าฝน วันนี้เราก็ได้รวบรวมมาให้แล้วเช่นกัน

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่พบกันมานานแล้ว แต่เชื้อโรคมีการ

เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมได้ตลอดเวลา ทำให้คนที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ไปแล้วสามารถป่วยได้อีก อาการมักจะไม่รุนแรง เนื่องจากเรามีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง

อาการ

ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ระยะฟักตัว 1-4 วัน โดยเฉลี่ย 2 วัน

  1. ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเฉียบพลัน
  2. เบื่ออาหาร คลื่นไส้
  3. ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  4.  ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะปวดตามแขน ขา ปวดข้อ ปวดรอบตา ปวดเมื่อยตามตัว
  5. ไข้สูง 39-40 องศา
  6. เจ็บคอ และคอแดง มีน้ำมูกใสๆ ไหล
  7. ไอแห้งๆ ตามตัวจะร้อนแดง ตาแดง
  8. อาเจียน หรือท้องเดิน เป็นไข้ 2-4 วัน แล้วค่อยๆ ลดลง แต่อาการคัดจมูกและแสบคอ

ยังคงอยู่ โดยทั่วไปจะหายใน 1 สัปดาห์

                        วิธีรักษา

  1. เมื่อมีไข้ควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน ควรแยกตัวและสิ่งของเครื่องใช้จากผู้อื่น และไม่นอนปะปนหรือคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น
  2. นอนพักผ่อนให้มาก ๆ ห้ามตรากตรำทำงานหนัก และยังไม่ควรออกกำลังกายในระหว่างนี้
  3. ห้ามอาบน้ำเย็น
  4. ดื่มน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ให้มาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

และการขาดเกลือแร่ (เมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่ม)

  • ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวเมื่อมีไข้สูง ถ้าหากไข้ยังไม่ลดลง ให้รับประทานยาพาราเซตา

มอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้แก้ปวด ผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรมได้

  •  ถ้ามีอาการไอให้จิบน้ำผึ้งผสมมะนาว หรือให้รับประทานยาแก้ไอ สำหรับผู้ที่เจ็บคอ

ให้กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่น (น้ำ 1 แก้วผสมกับเกลือ 1 ช้อน)

7. แพทย์จะให้น้ำเกลือสำหรับผู้ป่วยที่ดื่มน้ำไม่พอ ให้ยาลดน้ำมูกหากมีน้ำมูก

8. ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้า

ห้องน้ำ

9. รับประทานอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก เป็นต้น และพยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ทุกวัน

10. เวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกเสมอ

11. ใช้ทิชชูในการสั่งน้ำมูกหรือเช็ดปาก ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้า หลังจากใช้เสร็จให้ทิ้งทิชชูให้ถูกสุขอนามัย

12. เวลาเข้าไปในที่ที่มีคนอยู่กันมาก ๆ ควรสวมหน้ากากอนามัยด้วยทุกครั้ง

13. งดการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เพราะจะเป็นสาเหตุทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้

14. พยายามรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนและลดการแพร่เชื้อ

15. ถ้าไข้ลดลงแล้วควรอาบน้ำอุ่นอีก 3-5 วัน

16. ผู้ป่วยบางรายหลังจากหายตัวร้อนแล้ว อาจมีอาการไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อยเป็นสีขาว อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งอาจนานถึง 7-8 สัปดาห์ เนื่องจากเยื่อบุทางเดินหายใจถูกทำลายชั่วคราว จึงทำให้ไวต่อสิ่งระคายเคือง เช่น ฝุ่น ควัน ได้ง่าย หากมีอาการดังกล่าวแนะนำว่าให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ แล้วอาการจะค่อย ๆ ทุเลาลงไปได้เอง

17. สำหรับยาปฏิชีวนะไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น ไซนัสอักเสบ มีน้ำมูกหรือเสมหะสีเหลืองหรือเขียว หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ เป็นต้น

18. ควรรีบไปพบแพทย์เมื่อมีไข้สูงเกิน 39-40 องศาเซลเซียส และไข้ไม่ลดลงหลังจากรับประทานยาลดไข้ภายใน 3 วัน (ภายใน 1-2 วัน สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง), ไอมาก มีเสมหะ เสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว (แสดงว่าเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน), มีผื่นขึ้น, รับประทานอาหารได้น้อยหรือดื่มน้ำได้น้อย, อาการไม่ดีขึ้นหลังไข้ลงหรือหลังไข้ลงกลับมามีไข้อีก, อาการต่าง ๆ เลวลง, เป็นโรคหืด (เพราะโรคหืดมักกำเริบและควบคุมเองไม่ได้) หรือเมื่อมีความกังวลในอาการ

ไข้หวัดธรรมดา

เป็นโรคที่พบบ่อยมาก ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งมักพบเป็นหวัด

ได้บ่อยถึงปีละ 6 – 8 ครั้ง เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กอนุบาล จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่

อาการ

  1. มีอาการไม่รุนแรง อาจมีไข้ (แต่ไข้สูงไม่เกิน 38°เซลเซียส) อาจปวดศีรษะ (ไม่มาก) ปวดเมื่อยตัว แสบตา คัดจมูก จาม ไอ เสียงแหบ น้ำมูกไหล อาจมีอ่อนเพลีย (แต่ไม่มาก)
  2. บางครั้งอาจมีอาการ เจ็บคอ ปวดท้อง อาเจียน หรือ ท้องเสียได้บ้าง
  3. อาการแตกต่างกันได้มากในแต่ละครั้งของการเป็นหวัด แต่โดยทั่วไปอาการไม่มาก
  4. ปกติมักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ หากมีอาการป่วยนานกว่านั้น อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ควรพาไปพบพบแพทย์โดยเร็ว

วิธีรักษา

1. พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ

2. ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้

3. อาการจะดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์

  • โรคต่อมทอนซิลอักเสบ

เป็นภาวะอักเสบของต่อมทอนซิลส่วน”คออักเสบ”(pharyngitis)มักใช้เรียกภาวะอักเสบของ

เนื้อเยื่อในลำคอที่อยู่บริเวณหลังช่องปากเข้าไป บางครั้งภาวะทั้งสองอาจเกิดพร้อมกันได้

อาการ

ในระยะเริ่มแรก จะมีไข้สูง อ่อนเพลียและปวดศีรษะ

อาการที่เด่นชัด คือ เจ็บคอเวลากลืน อาจมีเสียงเปลี่ยนจากภาวะต่อมทอนซิลโต มีน้ำลาย

มากจากกลืนน้ำลายไม่ค่อยได้ มีอาการปวดร้าวไปที่หู ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต กดเจ็บ

วิธีรักษา

  1. รักษาทอนซิลอักเสบโดยให้ยาตามอาการ เช่น ยาแก้เจ็บคอ ยาลดน้ำมูกหรือยาแก้อักเสบ
  2. เมื่อมีอาการเจ็บคอ กลืนอะไรลำบาก ควรเลือกกินอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป เป็นต้น
  3. พยายามกลั้วคอทำความสะอาดคอด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ หรือน้ำยาบ้วนปากอ่อนๆที่ไม่มีแอลกอฮอล์หรือน้ำเปล่าก็ได้ อย่าให้เศษอาหารตกค้างบริเวณลำคอ ช่องปาก เพราะจะทำให้ทอนซิลอักเสบเพิ่มขึ้น
  4. ตัดต่อมทอนซิลอออก แพทย์อาจจะพิจารณาให้ตัดต่อมทอนซิลออก หากต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยๆและมีการเพราะการตัดต่อมทอนซิลทิ้งไม่อันตรายและไม่มีผลเสียอะไร

โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

  อุจจาระร่วงเป็นกลุ่มอาการที่มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มาจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ

ที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป

อาการ

  1. มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส
  2. อุจจาระเป็นมูก หรือมูกเลือด หรือีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
  3. ร่างกายอ่อนเพลียมาก
  4. อาเจียนอย่างรุนแรงหลายครั้ง
  5. อุจจาระมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน

วิธีรักษา

  1. ในระยะเริ่มแรกที่มีอาการอุจจาระร่วง ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ หรืออาหารเหลวที่เตรียมได้เองในบ้านเพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น น้ำข้าว (ใส่เกลือ

2 หยิบมือ) น้ำแกงจืด น้ำผลไม้ โจ๊ก หรือข้าวต้ม และให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) ทุกครั้งที่ถ่ายเหลว โดยให้ในสัดส่วนที่ถูกต้อง ถ้าเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ให้ดื่ม 50-100 ซีซี (1/4-1/2 แก้ว) เด็กอายุ 2-10 ปี ดื่ม 100-200 ซีซี (1/2-1 แก้ว) อายุ 10 ปีขึ้นไปให้ดื่มได้มากกว่า 1 แก้ว หรืออาจเตรียมสารละลายเกลือแร่ได้เอง โดยการผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นครึ่งช้อนชา กับน้ำต้มสุกเย็น 750 ซีซี (1 ขวดน้ำปลากลม)

  • สำหรับเด็กที่ยังกินนมแม่ ให้กินต่อไปโดยไม่ต้องหยุด ส่วนเด็กที่กินนมผสม ให้ผสมตามปกติแล้ว ให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่สลับกันไป
  • ไม่ต้องงดอาหารในระหว่างท้องร่วง ให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้มผสมผัก ปลา เนื้อสัตว์ต้มเปื่อย
  • การรักษาดังกล่าว จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แต่ถ้าผู้ป่วยอาการยังไม่ดีขึ้น เช่น ยังคงถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก อาเจียนบ่อย กระหายน้ำมาก ตาลึกโหล กินอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้ มีไข้ ถ่ายเป็นมูกมีเลือดปน ให้นำผู้ป่วยไปตรวจรักษาที่ศูนย์บริการสาธารณสุข สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านต่อไป
  • ไม่จำเป็นต้องกินยาหยุดถ่าย เพราะภาวะอุจจารร่วงส่วนใหญ่จะหายได้เองและการถ่ายอุจจาระเป็นกลไกของร่างกายที่จะขับของเสีย สารพิษ และเชื้อโรคออกจากร่างกาย การกินยาหยุดถ่ายไม่ได้ทำให้ร่างกายลดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ภายในลำไส้ และยังอาจรบกวนประสิทธิผลของยาปฏิชีวนะในรายที่มีการติดเชื้อลำไส้อักเสบ
  • การใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ และควรใช้เฉพาะในรายที่เป็นบิด ถ่ายเป็นมูกหรือมีเลือดปน และในรายที่เป็นอุจจาระร่วงอย่างแรง หรือมีอาการอื่นแทรกซ้อน การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นอาจกระตุ้นให้เกิดการแพ้ยาหรือดื้อยาได้

โรคเยื่อบุตาอักเสบ

เยื่อบุตาอักเสบ หรือ ตาแดง (Conjunctivitis) เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นติดเชื้อ ภูมิแพ้ ถูกสารเคมี เป็นต้น แต่ที่พบได้บ่อยและติดต่อกันได้ง่ายมาก คือโรคเยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อไวรัส

อาการ

  1. ตาแดงที่ตาขาวหรือเปลือกตาด้านใน
  2. คันตา แสบตา
  3. ตามัว 
  4. ยื่อบุตาบวม
  5. มีการผลิตน้ำตามากขึ้นกว่าปกติ
  6. ตาแฉะ หรือน้ำตาไหล
  7. รู้สึกมีเม็ดเล็ก ๆ อยู่ในตา
  8. ตาไวต่อแสง
  9. มีขี้ตาสีเหลืองที่เปลือกตาหรือขนตา ซึ่งอาจทำให้ลืมตาได้ลำบากในเวลาตื่นนอนตอนเช้า
  10. เยื่อบุตาอักเสบที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้ อาการหวัด หรือการติดเชื้อเกี่ยวกับการหายใจ
  11. เยื่อบุตาอักเสบที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย มักจะมีอาการที่ตาข้างใดข้างหนึ่งและแพร่เชื้อไปยังตาอีกข้าง ทำให้ขี้ตามีสีเหลืองหรือเขียว และบางรายอาจพบว่าเกิดขึ้นพร้อมกับการติดเชื้อในหู
  12. เยื่อบุตาอักเสบที่มีสาเหตุจากการแพ้ มักมีอาการ เช่น คันตา น้ำตาไหล หรือตาบวม
  13. ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์แล้วใส่ไม่เข้าที่หรือรู้สึกไม่สบายตา

วิธีรักษา

  1. ไม่ขยี้ตาแม้จะคันเพียงใด เนื่องจากจะทำให้อาการตาแดงแย่ลง
  2. ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบดวงตา
  3. ใช้ยาหยอดตาหรือน้ำตาเทียม ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา ยาประเภทนี้จะช่วยลดอาการปวดและเคืองตา อย่างไรก็ตาม ต้องใช้ยาตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง
  4. เช็ดทำความสะอาดของเสียที่เกาะบนเปลือกและขนตาด้วยสำลีเช็ดทำความสะอาดชุบน้ำ
  5. ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากสัมผัสดวงตา เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
  6. ใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ตัวยาที่มักใช้กับภาวะเยื่อบุตาอักเสบจากการติดเชื้อ คือ คลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) และกรดฟูซิดิก (Fusidic acid)
  7. สิ่งสำคัญคือ หากคุณยังมีอาการเจ็บตา อ่อนไหวต่อแสง สูญเสียการมองเห็น หรือมีอาการตาแดงที่รุนแรง ไม่ว่าจะข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง หลังผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์

โรคไข้เลือดออก

เป็นโรคติดต่อโดยมีสาเหตุมาจากยุงลาย Aedes Aegypti ตัวเมียกัด เมื่อยุงกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกโดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue Virus) จะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน เชื้อไวรัสเดงกี่จะไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง พร้อมที่จะติดต่อไปยังคนอื่น แล้วนำเชื้อไวรัสมาแพร่ให้กับคนอื่น ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นเด็ก โรคนี้มักจะระบาดในฤดูฝน แต่ปัจจุบันพบได้ตลอดทั้งปี

อาการ

  1. มีไข้สูงเฉียบพลัน เกิน 5 องศาเซลเซียส หรืออาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งบางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชัก
  2. มีเลือดออกที่ผิวหนัง เป็นจุดเลือดเล็กๆ กระจายอยู่ตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดา หรือเลือดออกตามไรฟัน
  3. ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (melena) อาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนใหญ่จะพบร่วมกับภาวะช็อก
  4. สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด คืออาการช็อก ที่ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดล้มเหลว
  5. บางรายมีภาวะตับโต กดเจ็บ ส่วนใหญ่จะคลำพบตับโตได้ประมาณวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มป่วย ตับจะนุ่มและกดเจ็บ
  6. มีภาวการณ์ไหลเวียนล้มเหลว ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง โดยเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือภาวะช็อก เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอด ช่องท้อง เกิด hypovolemic shock ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ มีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว เวลาที่เกิดอาการช็อกจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ อาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค หรือวันที่ 8 ของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบา เร็ว และความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง

วิธีรักษา

  1. การดูแลรักษาเบื้องต้นผู้ป่วยไข้เลือดออกส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถให้การดูแลรักษาที่บ้านได้ ควรนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ทุก 1-2 วันเพื่อติดตามอาการ การดูแลผู้ป่วยประกอบด้วย การลดไข้ด้วยการเช็ดตัวและกินยาลดไข้ รับประทานอาหารอ่อน และดื่มน้ำให้เพียงพอ
    1. การรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่ดื่มน้ำได้ไม่เพียงพอ ปวดท้องหรืออาเจียนมาก มีภาวะเลือดข้น มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือมีภาวะช็อก ควรรับไว้รักษาในโรงพยาบาล

โรคฉี่หนู

      เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งกับคนและสัตว์ การติดเชื้อในคนมีสาเหตุมาจากการสัมผัสดิน น้ำ อาหารที่ปนเปื้อนปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อของของสัตว์ที่ติดเชื้อชนิดนี้ เช่น สุนัข วัว ควาย หนู สุกร ม้า สัตว์ป่า เป็นต้น

อาการ

ผู้ติดเชื้อจากโรคฉี่หนูจะสามารถแสดงอาการได้ตั้งแต่ 2-30 วันหลังได้รับเชื้อ แต่ส่วนใหญ่

มักแสดงอาการในช่วงประมาณ 7-14 วัน ซึ่งอาการของโรคนี้อาจปรากฏตั้งแต่ไม่มีอาการเลย มีอาการขั้นอ่อนไปจนถึงขั้นรุนแรงถึงชีวิต โรคฉี่หนูส่วนมากมักไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรง มีเพียงอาการทั่ว ๆ ไปคล้ายโรคหวัดใหญ่ ดังนี้

  1. คลื่นไส้ อาเจียน
    1. ปวดศีรษะ มีไข้สูง หนาวสั่น
    1. ปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ
    1. เจ็บช่องท้อง
    1. รู้สึกเหนื่อยล้า
    1. ตาแดงหรือระคายเคืองที่ตา
    1. มีผื่นขึ้น
    1. ไม่อยากอาหาร
    1. ท้องเสีย

อาการของโรคฉี่หนูที่ไม่รุนแรงดังข้างต้นเป็นอาการในระยะแรกและมักหายไปได้เองใน 5-7 วัน แต่มีผู้ป่วยราว 5-10 เปอร์เซ็นต์ ที่อาการเหมือนจะดีขึ้นและหายดี หลังจากนั้นประมาณ 1-3 วันกลับทรุดลง เนื่องจากมีการพัฒนาของโรคไปสู่โรคฉี่หนูแบบรุนแรง และยังสามารถส่งผลกระทบถึงอวัยวะต่าง ๆ เช่น สมอง หัวใจ ตับ ไต หรือปอดได้เลยทีเดียว อาการของโรคชนิดรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้มีดังนี้

  1. มือ เท้า หรือข้อเท้าบวม
  2. เจ็บหน้าอก
  3. ดีซ่าน
  4. หายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อย หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  5. มีอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ชัก
  6. ไอเป็นเลือด

วิธีรักษา

  1. คลื่นไส้ อาเจียน
    1. ปวดศีรษะ มีไข้สูง หนาวสั่น
    1. ปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ
    1. เจ็บช่องท้อง
    1. รู้สึกเหนื่อยล้า
    1. ตาแดงหรือระคายเคืองที่ตา
    1. มีผื่นขึ้น
    1. ไม่อยากอาหาร
    1. ท้องเสีย

และยิ่งตอนนี้ มี โควิด-19 อีกด้วย ไม่ว่าเพื่อนๆ จะเดินทางออกไปไหนมาไหน อย่าลืม

ป้องกันดูแลสุขภาพตัวเองนะคะ บาคาร่าออนไลน์

« | »

Last Update : 3 มิถุนายน 2020