แทงบอลออนไลน์ แทงบอลออนไลน์ แทงบอลออนไลน์
ufabet
ufabet
แสดงรหัสผ่าน
SA Gaming
SA Gaming
Sexy Baccarat
Sexy Baccarat
WM Casino
WM Casnio
evolutiongaming_logo
Evolution Gaming
BBIN
BBIN
eBET
eBet
MClub
Mclub
GClub
Gclub
virtualcasino_logo
FGG
ION Casino
ION Casino
BG Big Gaming
BIG Gaming
Allbet
Allbet
Pretty Gaming
Pretty Gaming
Dream Gaming
Dream Gaming
SA Gaming
SA Gaming
Sexy Baccarat
Sexy Baccarat
WM Casino
WM Casnio
evolutiongaming_logo
Evolution Gaming
BBIN
BBIN
eBET
eBet
MClub
Mclub
GClub
Gclub
virtualcasino_logo
FGG
ION Casino
ION Casino
BG Big Gaming
BIG Gaming
Allbet
Allbet
Pretty Gaming
Pretty Gaming
Dream Gaming
Dream Gaming
SA Gaming
SA Gaming
Sexy Baccarat
Sexy Baccarat
WM Casino
WM Casnio
eBET
eBet
GClub
Gclub
ION Casino
ION Casino
BG Big Gaming
BIG Gaming
Allbet
Allbet
Pretty Gaming
Pretty Gaming
Dream Gaming
Dream Gaming

ข่าวสาร

กลั้นปัสสาวะ ภัยอันตรายของผู้หญิง

เผยแพร่เมื่อ 3 มิถุนายน 2020

กลั้นปัสสาวะ ภัยอันตรายของผู้หญิง

การกลั้นปัสสาวะ เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ แต่ก็พบว่ามีหลายคนทำเป็นประจำด้วยเหตุผลส่วนตัวที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศจะพบว่ามีพฤติกรรมนี้อยู่มาก เนื่องจากติดลมในระหว่างงานจนไม่อยากลุกไปไหนแม้แต่เข้าห้องน้ำ รวมถึงกลุ่มคนอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวอีกจำนวนไม่น้อย โดยหารู้ไม่ว่าการกลั้นปัสสาวะมีความอันตรายมากกว่าที่ใครหลายคนคิด

เชื่อว่าหลายๆคนต้องเคยเจอสถานการณ์บีบบังคับที่ทำให้เราต้องกลั้นปัสสาวะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การกลั้นเป็นครั้งคราวก็อาจไม่ส่งผลเสียอะไรมากนัก แต่หากอั้นปัสสาวะจนติดเป็นนิสัย ร่างกายก็จะไม่ได้ขับของเสียอย่างที่ควรจะเป็น การกลั้นปัสสาวะเป็นประจำจึงอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้นพอกันที! หยุดพฤติกรรมเหล่านี้ ก่อนกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะมาเยือน

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เกิดจากอะไร

สาเหตุหลักที่พบมากที่สุด คือ การติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย เอสเชอริเชีย โคไล หรือ อีโคไล (Escherichia coli: E. coli) ซึ่งเชื้อเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การเช็ดก้นในลักษณะจากด้านหลังมาทางด้านหน้า การใช้ผ้าอนามัยแบบสอด หรือการสวนปัสสาวะ แต่กลไกในการเกิดโรคยังไม่ชัดเจนว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

นอกจากนี้ อาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย แต่มักเกิดได้น้อยมาก เช่น เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบเรื้อรัง การใช้ยา การใช้ผลิตภัณฑ์บริเวณจุดซ่อนเร้น การฉายรังสีบริเวณกล้ามเนื้อเชิงกราน หรือเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่น

วัยเสี่ยงกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ช่วงอายุที่พบโรคนี้ได้มาก อยู่ระหว่างอายุ 20 ปีขึ้นไป ปัจจัยสำคัญที่พบได้บ่อยครั้งของการเกิดโรคนี้ เนื่องจากการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน ที่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ พอถึงเวลาปวดก็ไม่ยอมลุกออกจากเก้าอี้ กะว่าจะทำงานนี้ให้เสร็จก่อน จึงทำให้เกิดนิสัยในการกลั้นปัสสาวะ ส่งผลให้ปัสสาวะแช่ค้างในกระเพาะปัสสาวะ เชื้อโรคที่มีอยู่จึงเจริญเติบโตได้ดี

อาการ

  • มีอาการขัดเบา คือ ถ่ายปัสสาวะกะปริดกะปรอย(ปัสสาวะทีละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง) มีอาการคล้ายถ่ายปัสสาวะไม่สุด
  • รู้สึกปวดบริเวณท้องน้อยหรือหัวหน่าว ปวดแสบ ขัด ขณะปัสสาวะโดยเฉพาะตอนปัสสาวะสุด
  • ปัสสาวะขุ่น บางครั้งมีกลิ่นผิดปกติ ในรายที่เป็นมากอาจปัสสาวะมีเลือดปน มักไม่มีไข้(ยกเว้นถ้ามีกรวยไตอักเสบร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปัสสาวะสีขุ่น และมีอาการปวดเอวร่วมด้วย) ในเด็กเล็กอาจมีอาการปัสสาวะ รดที่นอน และอาจมีไข้เบื่ออาหาร อาเจียนร่วมด้วย
  • ปวดปัสสาวะบ่อย
  • ปวดบริเวณท้องน้อย
  • ปัสสาวะมีเลือดปนในบางครั้ง
  • เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มักไม่พบอาการที่ชัดเจน แต่อาจมีอาการอ่อนเพลีย อารมณ์หงุดหงิด ความอยากอาหารลดลง และอาเจียน
  • สำหรับผู้สูงอายุบางคนแทบไม่พบอาการ แต่มักจะมีอาการอ่อนเพลีย สับสน หรือมีไข้

การรักษา

ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงและมีสาเหตุของโรคมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มักจะรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ไตรเมโทพริม (Trimethoprim) หรือยาไนโตรฟูแรนโทอิน (Nitrofurantoin) ซึ่งระยะเวลาในการรักษาจะขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยและชนิดของแบคทีเรียที่พบในปัสสาวะ

  • การติดเชื้อแบคทีเรียครั้งแรก อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วันหลังการรับประทานยา โดยจำเป็นต้องรับประทานยาติดต่อกันประมาณ 3 วันไปจนถึงสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ ผู้ป่วยควรรับประทานยาอย่างเคร่งครัดตามแพทย์สั่งแม้จะไม่มีอาการในช่วงท้าย เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียให้หมดไป
  • การติดเชื้อซ้ำ แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาปฏิชีวนะนานขึ้นกว่าเดิม และอาจให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปัสสาวะตรวจประเมินอาการเพิ่มเติมอีกครั้ง
  • สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือน แพทย์อาจสั่งจ่ายยาครีมสำหรับใช้ทาช่องคลอด ซึ่งเป็นฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจนที่ช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น เนื่องจากในวัยหมดประจำเดือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะของร่างกาย ทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในช่องคลอดเสียสมดุล จึงไวต่อการติดเชื้อได้ง่ายและกระจายไปยังกระเพาะปัสสาวะ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยที่อาการปานกลาง ไม่ได้อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ หรือมีโรคประจำตัว เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถขจัดเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายออกได้ตามธรรมชาติ แต่อาจทำให้มีอาการอยู่ประมาณ 2-3 วันจนถึงเป็นสัปดาห์ หากต้องการให้หายไวขึ้น แพทย์มักแนะนำให้รักษาด้วยการใช้ยา ที่รักษาตัวที่บ้านอาจบรรเทาอาการได้โดยการรับประทานยาพาราเซตามอล หรือยาไอบูโพรเฟน ดื่มน้ำมาก ๆ วางกระเป๋าน้ำร้อนระหว่างช่วงท้องและเหนือขาหนีบ และให้รักษาอนามัยของร่างกาย และกิจกรรมทางเพศ

การป้องกัน

  1. ควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ ประมาณ 6-8 แก้ว ต่อวัน (เมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดการดื่มน้ำ เช่น โรคหัวใจล้มเหลว) ซึ่งการดื่มน้ำจะช่วยขับเชื้อโรคออกและลดการปวดแสบปวดร้อน เวลาปัสสาวะได้
  2. ควรถ่ายปัสสาวะทุกครั้งที่รู้สึกปวด ไม่กลั้นปัสสาวะ
  3. หลีกเลี่ยงสารอาหารที่ระคายเคืองต่อกระเพาะปัสสาวะ เช่น กาแฟ แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ใส่น้ำตาล
  4. พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ไม่ควรนั่งแช่อยู่กับที่เป็นเวลานานๆ
  5. การทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศหรือภายหลังการขับถ่าย(ในผู้หญิง) ต้องทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อนผ่านเข้าท่อปัสสาวะเข้ามาในกระเพาะปัสสาวะ
  6. ในผู้หญิงไม่ควรใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยการใช้ยาฆ่าอสุจิหรือการใช้ฝาครอบปากมดลูก เพราะเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองและการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อปากท่อปัสสาวะและปากช่องคลอด ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  7. ไม่ควรใช้สเปรย์หรือยาดับกลิ่นตัวในบริเวณอวัยวะเพศเพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อปากท่อปัสสาวะและปากช่องคลอด  ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสเกิดการบาดเจ็บและการติดเชื้อของเนื้อเยื่อ
  8. ควรอาบน้ำจากฝักบัว หลีกเลี่ยงการอาบน้ำในอ่าง เพราะอาจเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  9. ควรรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง และลดโอกาสการติดเชื้อรุนแรง
  10. ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจทำให้ได้ยาที่ไม่ตรงกับชนิดของโรค หรือขนาดและระยะเวลาในการใช้ยาไม่ถูกต้อง จึงอาจส่งผลให้โรคไม่หาย และอาจกลายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรังจากเชื้อดื้อยาได้

11.   งดชา กาแฟในช่วงเย็น เนื่องจากการดื่มชา กาแฟ หรือดื่มน้ำเยอะ ๆ ในช่วงเย็นและก่อนนอน จะทำให้ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ทำให้มีโอกาสกลั้นปัสสาวะตอนหลับได้

แทงบอล บาคาร่า

อัพเดทล่าสุด : 18 มิถุนายน 2020